Posts tagged การใช้คำและกลุ่มคำในประโยคภาษาไทย

กลุ่มคำในภาษาไทย

การใช้คำและกลุ่มคำ
ในภาษาไทย

คำ หมายถึง เสียงที่เปล่งออกมาแล้วมีความหมาย อาจจะเปล่งเพียงครั้งเดียวเรียกว่าคำพยางค์เดียว เช่น ฉัน คุณ เธอ แม่ พี่ ฯลฯ หรือเปล่งออกมาหลายครั้งเรียกว่าคำหลายพยางค์ เช่น แสดง วิชา อัธยาศัย ฯลฯ
คำเป็นสารที่ผู้พูดหรือผู้เขียนเจตนาหรือตั้งใจสื่อไปยังผู้ฟังหรือผู้อ่าน คำทุกคำจึงมีความหมายทั้งสิ้น ซึ่งอาจจะมีความหมายนัยตรง(โดยตรง) และคำที่มีความหมายโดยนัย(เชิงเปรียบเทียบ หรือ นัยประหวัด)
๑. คำที่มีความหมายนัยตรง(โดยตรง) หมายถึง คำที่มีความหมายอันเป็นคุณสมบัติประจำของคำ ไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยว่าผู้พูดเป็นใคร และ ผู้ฟังเป็นใคร คำประเภทนี้บางคนเรียกว่า คำที่มีความหมายประจำรูป หรือ คำที่มีความหมายตรงตัว

ตัวอย่างคำที่มีความหมายนัยตรง
คำที่มีความหมายนัยตรง ความหมายของคำ
กิน เคี้ยวแล้วกลืนลงกระเพาะ
ดาว สิ่งที่เห็นเป็นดวงมีแสงระยิบระยับในท้องฟ้าเวลามืดนอกจากดวงจันทร์และ
ดวงอาทิตย์
หมู ชื่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เป็นสัตว์กีบคู่ ตัวอ้วน หาอาหารด้วยการใช้จมูกดุน
มีทั้งที่เป็นสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า
เพชร ชื่อแก้วหรือหินที่แข็งที่สุด และมีลักษณะแวววาวใช้ทำเครื่องประดับ
บ้านเล็ก บ้านที่มีขนาดเล็ก
ยื่นซองขาว ส่งซองจดหมายที่มีสีขาวให้คนรับไป

๒. คำที่มีความหมายโดยนัย หมายถึง คำที่มีความหมายไม่ตรงตามความหมายโดยตรงหรือความหมายประจำรูป แต่มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้ส่งสารมีเจตนาส่งไปยังผู้รับเพื่อตีความหมายเปรียบเทียบเอง

ตัวอย่างคำที่มีความหมายโดยนัยความหมายของคำ
กิน ฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือคอรัปชั่น
ดาว ความเด่น ความสวยงาม
หมู ง่าย
เพชร สิ่งที่มีค่ามาก
บ้านเล็ก ภรรยาน้อยของพ่อ
ยื่นซองขาว ไล่ออกจากงาน

ความจำเป็นในการเลือกใช้คำให้ถูกต้องตามความหมายและถูกต้องตามบริบท
ในการพูดและการเขียนต้องรู้จักเลือกใช้ถ้อยคำให้ถูกต้องตามความหมายและถูกต้องตาม
บริบท เพื่อจะให้การพูดและการเขียนนั้นดำเนินไปสู่จุดมุ่งหมาย ถ้าหากไม่รู้จักเลือกใช้ถ้อยคำให้ถูกต้องตามความหมายและถูกต้องตามบริบท ขาดความรู้ ความรอบคอบในเรื่องเอกลักษณ์ของภาษาแล้ว จะนำไปสู่ปัญหาทั้งตัวผู้พูด ผู้เขียน และส่งผลไปยัง ผู้ฟังและผู้อ่านด้วย
ภาษาไทยนั้น คำหนึ่งคำอาจมีความหมายได้หลายความหมาย และใช้ได้หลายหน้าที่ เช่นใช้เป็นคำนาม คำสรรพนาม คำกริยา คำวิเศษณ์ คำบุพบท คำสันธาน คำอุทานโดยไมต้องเปลี่ยนแปลงรูปคำ เช่น
คำว่า “คน” เป็นคำนามได้ เป็นคำกริยาได้ และเป็นคำลักษณนามได้ ดังตัวอย่าง
– สุนัขไล่กัดคน ( คนทำหน้าที่เป็นคำนาม อยู่ในตำแหน่งกรรมของประโยค)
– ยายกำลังคนกะทิในกระทะทองเหลือง (คนทำหน้าที่เป็นคำกริยา อยู่ในตำแหน่ง
ภาคแสดง)
– ในห้องนี้มีนักเรียน ๔๐ คน (คนทำหน้าที่เป็นลักษณนาม)
เราจะรู้ความหมายและหน้าที่ของคำได้ด้วยการดูจากตำแหน่งของคำนั้นๆว่าปรากฏอยู่ส่วนใดของประโยค พร้อมกับพิจารณาที่บริบท(คำแวดล้อมหรือข้อความแวดล้อมหรือสถานการณ์แวดล้อม)ของคำนั้นๆด้วย เช่น
– โจรยิงตำรวจ กับ ตำรวจยิงโจร
– ฉันให้เงินเขา กับ เขาให้เงินฉัน
– เข็มกลัด กับ กลัดเข็ม
– ใจอ่อน กับ อ่อนใจ
– น้ำตก กับ ตกน้ำ
– ลูกเลี้ยง กับ เลี้ยงลูก
ฯลฯ
จะเห็นได้ว่าข้อความที่ยกมาเป็นตัวอย่างข้างต้น มีคำเหมือนกัน จำนวนเท่ากัน แต่
ความหมายของคำหรือข้อความแตกต่างกัน เนื่องจากตำแหน่งของคำหรือการเรียงลำดับของคำแตกต่างกัน
รู้จักใช้คำให้ถูกต้องเหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล
กาลเทศะในการสื่อสารก็เป็นตัวกำหนดระดับภาษาเช่นเดียวกัน การพูดจาในชีวิตประจำวันระหว่างบุคคลในครอบครัว การพูดในที่ประชุมชน การพูดในที่สาธารณะ การพูดในงานพิธี ย่อมใช้คำที่แตกต่างกันออกไป ดังตัวอย่างต่อไปนี้
มือ พระหัตถ์ ยาย พระอัยยิกา ฉัน ข้าพระพุทธเจ้า ท่าน เขา แก มัน ท่าน(บุคคลที่เคารพ)
เขา (บุคคลฐานะเสมอกัน
แก (ผู้ที่ไม่เคารพ) มัน (ผู้ที่ต่ำกว่า)
แก่ (บุคคลฐานะเสมอกันหรือต่ำกว่า)
แด่ ( บุคคลที่สูงกว่า อาวุโสกว่า
บอก (บุคคลที่ฐานะเสมอกัน หรือต่ำกว่า)
เรียน (บุคคลที่เคารพนับถือ)
ฯลฯ

รู้จักเลือกใช้คำที่มีความหมายคล้ายกัน
ในภาษาไทยมีคำอยู่จำนวนมากที่มีความหมายคล้ายคลึงกัน ซึ่งมีทั้งคำมูล คำซ้อน และ
คำประสมและคำที่รับมาจากภาษาอื่นๆ เช่น
– นิสิต นักศึกษา (ผู้เรียนในระดับอุดมศึกษา)
นิสิต เป็นคำที่นิยมเรียกผู้ที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยบางแห่ง เช่น นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นต้น
นักศึกษา เป็นคำที่ใช้เรียกผู้ที่ศึกษาในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาอื่นๆ เช่น
นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักศึกษาสถาบันราชภัฏ ฯ เป็นต้น
– นำ พา (พาไป เอาไป)
นำ ใช้กับวัตถุสิ่งของที่สามารถนำติดตัวไปได้ ถ้าเป็นบุคคลก็เป็นบุคคลที่ช่วยตัวเองไม่ได้
หมดสติ หรือ บาดเจ็บ เช่น นำข้าวห่อมากินที่โรงเรียน นำคนเจ็บส่งโรงพยาบาล
พา ใช้กับบุคคลในกรณีที่มีการอาศัยความช่วยเหลือ เช่น พาลูกๆไปเที่ยว
– อดทน อดกลั้น
อดทน แปลว่า อดใจ มักใช้กับการกระทำ เช่น เธออดทนทำงานจนสำเร็จ
อดกลั้น แปลว่า สะกดใจไว้ มักใช้กับความรู้สึก เช่น เขาอดกลั้นอารมณ์โกรธไว้ได้
– อะไร ไหน
อะไร ใช้เมื่อถามสิ่งที่ไม่ปรากฏชื่อ ออกชื่อไม่ถูก หรือสิ่งนั้นไม่ปรากฏอยู่เฉพาะหน้า เช่น
คุณจะประกอบอาชีพอะไร สิ่งนี้เรียกว่าอะไร
ไหน ใช้เป็นคำถามสำหรับสิ่งที่รู้อยู่แล้ว หรือ ปรากฏอยู่ตรงหน้า แต่ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะ
เลือกอันไหน เช่น คุณจะเลือกประกอบอาชีพอย่างไหน
ฯลฯ
รู้จักใช้คำที่ทำให้เห็นภาพหรือความรู้สึกชัดเจนขึ้นเป็นพิเศษ (จินตภาพ )
มีคำจำนวนมากเป็นคำที่แสดงออกถึงความรู้สึกทั้งที่ผ่านทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เช่น
– ทางตา มีคำบอกลักษณะของสี ขนาด สัณฐาน รูปร่าง ระยะทาง เช่น ชมพู เทา ม่วง เล็ก ใหญ่ กว้าง ยาว รี กลม เหลี่ยม ผอม อ้วน ดำ ขาว ต่ำ ใกล้ ไกล ห่าง ชิด แคบ บาง โปร่ง ทึบฯลฯ
– ทางหู มีคำบอกลักษณะของเสียง เช่น แหบ พร่า แหลม ทุ้ม กังวาน ก้อง ดัง เครือ ค่อย
เบา
– ทางจมูก มีคำที่บอกลักษณะของกลิ่น เช่น หอม ฉุน เหม็น หืน สาบ คาว คละคลุ้ง
– ทางลิ้น มีคำที่บอกลักษณะของรส เช่น เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม จืด เผ็ด ฝาด ขม
– ทางกาย มีคำที่บอกลักษณะความรู้สึก สัมผัส เช่น ร้อน อุ่น เย็น หนาว นิ่ม อ่อน หยาบ ตึง
ละเอียด กระด้าง แข็ง หย่อน ยาน นุ่ม นวล

– ทางใจ มีคำที่บอกลักษณะความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจ เช่น เกรงกลัว หวาดหวั่น สนุก ดีใจ รัก
ชอบ โกรธ หลง ลุ่มหลง สงสาร เมตตา เอ็นดู รังเกียจ
คำที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อนำไปใช้ย่อมทำให้เห็นภาพหรือให้ความรู้สึกได้ และถ้าหากรู้จักเลือกใช้คำ
หรือกลุ่มคำวิเศษณ์มาขยาย หรือ ใช้วิธีอุปมาเปรียบเทียบก็จะทำให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น หรือให้ความรู้สึกมากขึ้นเป็นพิเศษ เช่น
สีชมพู อาจใช้ว่า สีชมพูเรื่อๆ สีชมพูอ่อน สีชมพูแก่
เล็ก อาจใช้ว่า เล็กกระจิริด เล็กเท่าปลายนิ้วก้อย เล็กจิ๋ว เล็กน้อย เล็กมากๆ
ใหญ่ อาจใช้ว่า ใหญ่โตมโหฬาร ใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่ม ไย้ใหญ่ ใหญ่มากๆ
อ้วน อาจใช้ว่า อ้วนพี อ้วนกระปุ๊กลุก อ้วนตุ๊ต๊ะ อ้วนจ้ำม่ำ อ๊วนอ้วน
สูง อาจใช้ว่า สูงชะลูด สูงโปร่ง สูงโย่ง สูงเหมือนเสาโทรเลข
หอม อาจใช้ว่า ห้อมหอม หอมฉุย หอมตลบอบอวล หอมกรุ่น หอมละมุม
หอมชื่นใจ
หวาน อาจใช้ว่า หวานเจี๊ยบ หวานแหลม หวานมัน ว้านหวาน
สวย อาจใช้ว่า สวยเรียบๆ สวยหรู สวยเฉียบ สวยซึ้ง สวยฉูดฉาด ซ้วยสวย

ความหมายของกลุ่มคำ
กลุ่มคำหรือวลี หมายถึง คำตั้งแต่ ๒ คำขึ้นไปมาเรียงกันทำให้เกิดความหมายเพิ่มขึ้นและความหมาย
ดังกล่าวพอเป็นที่เข้าใจได้ แต่ยังไม่สมบูรณ์เป็นประโยค
ตัวอย่างกลุ่มคำ(วลี)
โรงเรียนมัธยมศึกษา ฟุตบอลประเพณี เรือนไทยโบราณ ดอกกุหลาบสีแดง
ตอนเที่ยงวันเสาร์ ผู้มีเกียรติทั้งหลาย สินค้าพื้นเมือง พวกท่านทั้งหลาย
หาเช้ากินค่ำ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน บ่นพึมพำ นักเรียนพยาบาล
หนาวจับขั้วหัวใจ เที่ยวเมืองพม่า ทหารเกณฑ์คนจน ใต้ฟ้าสีคราม

๒. ชนิดและหน้าที่ของกลุ่มคำ
การจำแนกชนิดของกลุ่มคำหรือวลี
๑. จำแนกตามชนิดของคำในภาษาไทยที่ปรากฏหน้าหรือต้นกลุ่มคำ นั้น เช่น

คำ กลุ่มคำที่สร้างขึ้น ชนิดของกลุ่มคำทำหน้าที่เป็น
เรือน (นาม) เรือนไทยโบราณ คำนาม
ท่าน(สรรพนาม) ท่านผู้มีเกียรติ คำสรรพนาม
ชัก (กริยา) ชักแม่น้ำท คำกริยา
กล้าหาญ(วิเศษณ์) กล้าหาญชาญชัย คำวิเศษณ์
เฉพาะ(บุพบท) เฉพาะที่ คำบุพบท
จน(สันธาน) จนกระทั่ง คำสันธาน
อูย (อุทาน) อูยกลัวแล้วจ้า! คำอุทาน

๒. หน้าที่ของกลุ่มคำเมื่อนำไปใช้ในประโยค
๒.๑ กลุ่มคำที่ทำหน้าที่เหมือนคำนาม จะทำหน้าที่เช่นเดียวกับคำนาม เช่นทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค เป็นกรรมของประโยค เป็นส่วนเติมเต็มของประโยค เป็นส่วนขยายคำนาม เป็นส่วนขยายตัวแสดงของประโยค และ ใช้เป็นคำเรียกขาน
กลุ่มคำ เมื่อใช้ในประโยค ทำหน้าที่เป็น
โรงเรียนมัธยมศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษามีนักเรียนหลายพันคน ประธาน
ฟุตบอลประเพณี นักศึกษาแข่งขันฟุตบอลประเพณี กรรม
เรือนไทยโบราณ นั่นคือเรือนไทยโบราณ ส่วนเติมเต็มกริยา คือ
ดอกกุหลาบสีแดง ภาพถ่ายดอกกุหลาบสีแดงมีคนซื้อแล้ว ส่วนขยายนาม(ภาพถ่าย)
ตอนเที่ยงวันเสาร์ ผมไปเที่ยวทะเลตอนเที่ยงวันเสาร์ ส่วนขยายตัวแสดง
ผู้มีเกียรติทั้งหลาย ผู้มีเกียรติทั้งหลายโปรดปรบมือดังๆ คำเรียกขาน

๒.๒ กลุ่มคำที่ทำหน้าที่เหมือนคำสรรพนาม จะทำหน้าที่เช่นเดียวกับคำสรรพนาม เช่น เป็นประธาน
เป็นกรรม เป็นส่วนเติมเต็ม เป็นคำเรียกขาน ของประโยค
กลุ่มคำ เมื่อใช้ในประโยค ทำหน้าที่เป็น
เธอทุกคน เธอทุกคนจงฟังครูอธิบาย ประธาน
เราทุกคน ท่านไม่พอใจเราทุกคน กรรม
พวกท่านทั้งหลาย บุคคลที่โชคดีคือพวกท่านทั้งหลาย ส่วนเติมเต็มกริยา คือ
ท่านผู้มีเกียรติ ท่านผู้มีเกียรติ กรุณาอยู่ในความสงบ คำเรียกขาน

๒.๓ กลุ่มคำที่ทำหน้าที่เหมือนคำกริยา จะทำหน้าที่เช่นเดียวกับคำกริยา เช่น เป็นตัวแสดง
เป็นประธาน เป็นส่วนขยายนาม เป็นส่วนขยายตัวแสดงของประโยค
กลุ่มคำ เมื่อใช้ในประโยค ทำหน้าที่เป็น
นั่งตาลอย ผู้ชายคนนั้นนั่งตาลอย ตัวแสดง
บ่นพึมพำ บ่นพึมพำ เป็นลักษณะของคนสูงอายุ ประธาน
เที่ยวเมืองพม่า คุณพ่ออ่านสารคดีเที่ยวเมืองพม่า ส่วนขยายคำนาม
ชักแม่น้ำทั้งห้า เธอพูดชักแม่น้ำทั้งห้าให้เขาเชื่อ ส่วนขยายตัวแสดง

๒.๔ กลุ่มคำที่ทำหน้าที่เหมือนคำวิเศษณ์ จะทำหน้าที่เช่นเดียวกับคำวิเศษณ์ เช่น เป็นส่วนขยาย
คำนาม เป็นส่วนขยายคำสรรพนาม เป็นส่วนขยายกริยา(ตัวแสดง) และเป็นส่วนขยายคำวิเศษณ์ของประโยค
กลุ่มคำ เมื่อใช้ในประโยค ทำหน้าที่เป็น
กล้าหาญชาญชัย คนกล้าหาญชาญชัยทำงานด้วยความมั่นใจ ส่วนขยายคำนาม (คน)
ทุกๆคน เราทุกๆคนควรทำแต่ความดี ส่วนขยายคำสรรพนาม(เรา)
ทิ้งๆขว้างๆ เขาเลี้ยงลูกทิ้งๆขว้างๆ ส่วนขยายตัวแสดง(เลี้ยง)
ชั่วพริบตา นักกีฬาวิ่งเร็วชั่วพริบตาก็ถึงเส้นชัย ส่วนขยายคำวิเศษณ์(เร็ว)

๒.๕ กลุ่มคำที่ทำหน้าที่เหมือนคำบุพบท จะทำหน้าที่เช่นเดียวกับคำบุพบท เช่น เชื่อมกลุ่มคำกริยา
กับคำนาม เชื่อมคำกริยากับคำนาม และเชื่อมคำวิเศษณ์กับคำนามของประโยค
กลุ่มคำ เมื่อใช้ในประโยค ทำหน้าที่เป็น
ท่ามกลาง คุณครูยืนน้ำตาซึมท่ามกลางเด็กนักเรียน เชื่อมกลุ่มคำกริยากับคำนาม
เฉพาะกับ คุณแม่พุดเสียงดังเฉพาะกับฉันเท่านั้น เชื่อมกลุ่มคำกริยากับคำสรรพนาม
ต่อหน้า การตำหนิต่อหน้าบุคคลอื่นเป็นสิ่งไม่ควรกระทำ เชื่อมกลุ่มคำกับคำนาม
ประหนึ่งเป็น เขาร้องเพลงเพราะประหนึ่งเป็นนักร้องอาชีพ เชื่อมคำวิเศษณ์กับคำนาม

๒.๖ กลุ่มคำที่ทำหน้าที่เหมือนคำสันธาน จะทำหน้าที่เช่นเดียวกับคำสันธาน เช่น เชื่อมประโยคกับประโยค และเชื่อมกลุ่มคำนามกับกลุ่มคำกริยา
กลุ่มคำ เมื่อใช้ในประโยค ทำหน้าที่เป็น
จนกระทั่ง ฉันจะรอจนกระทั่งเธอมาหาฉัน เชื่อมประโยคกับประโยค
ถ้าหากว่า ฉันจะเรียนแพทย์ถ้าหากว่าคุณพ่ออนุญาต เชื่อมประโยคกับประโยค
ขณะที่ การเที่ยวเตร่ขณะที่กำลังสอบย่อมไม่เกิดผลดีต่อ
ตนเองแน่นอน เชื่อมกลุ่มคำนามกับกลุ่มคำกริยา

๒.๗ กลุ่มคำที่ทำหน้าที่เหมือนคำอุทาน จะทำหน้าที่เช่นเดียวกับคำอุทาน ใช้ให้สอดคล้องกับประโยค
กลุ่มคำ เมื่อใช้ในประโยค
ตายแล้ว! ตายแล้ว ! วันนี้น้ำไม่ไหลทำไงดีล่ะ
คุณพระช่วย! คุณพระช่วย! เด็กทารกจริงๆเสียด้วยสิใครหนอนำมาทิ้งใจร้ายจริงๆ
อูยกลัวแล้วจ้า! อูยกลัวแล้วจ้า! อย่ามาทุบตีฉันเลย
อนิจจาเอ๋ย! อนิจจาเอ๋ย! ใครปล่อยให้คนแก่มานั่งขอทานอย่างนี้

Leave a comment »

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.